” การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ” การที่เรากินอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และอยู่ในความไม่ประมาท ก็ไม่ได้หมายความว่าการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้นกับเรา การเตรียมพร้อมรับมือกับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากความเจ็บป่วยหรืออาการบาดเจ็บจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำประกันสุขภาพจะช่วยให้เรามีเงินสำรองค่ารักษาพยาบาล โดยไม่กระทบต่อเงินออมหลักของเรา
ประกันสุขภาพจะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ
1. ประกันสุขภาพที่อยู่ในเล่มเดียวกับประกันชีวิต
เป็นประกันสุขภาพแบบที่แนบอยู่กับกรมธรรม์ประกันชีวิต บางที่เรียกว่า อนุสัญญา หรือ สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพแบบนี้เป็นการขายผ่านบริษัทประกันชีวิต โดยส่วนใหญ่มีการันตีการต่ออายุตามจำนวนปีที่เราตกลงซื้อความคุ้มครองตั้งแต่แรก ยกเว้นหากเราเป็นโรคมาก่อนทำประกันและไม่แจ้งตอนทำประกัน แล้วมาเคลมประกัน เมื่อบริษัทประกันพบข้อมูลการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บทีหลัง ก็จะมีผลบอกเลิกสัญญากรมธรรม์ได้
2. ประกันสุขภาพเดี่ยว ๆ
หมายถึงประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองเป็นปีต่อปีเท่านั้น สัญญาจะถือว่าเป็นสัญญาประกันภัย เป็นการซื้อความคุ้มครองแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี บริษัทประกันจะมีสิทธิไม่สามารถต่อประกันของเราได้ หากเรามีประวัติเคลมเยอะ หรือมีประวัติสุขภาพที่เป็นมาก่อนทำประกันนำแล้วไม่ได้แจ้ง
ประกันสุขภาพแบ่งเป็น 2 ลักษณะ
ประกันสุขภาพมีสัญญาอยู่หลายตัว ได้แก่
1. ประกันสุขภาพจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผ่านระยะเวลารอคอยของโรคที่มีเงื่อนไขอยู่ในเล่มกรมธรรม์ นับจากวันที่เริ่มมีผลความคุ้มครอง หรือการต่ออายุกรมธรรม์หากผู้ทำประกันเป็นโรคที่กำหนดก่อนกำหนดระยะเวลารอคอย ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากโรคดังกล่าวหรือโรคเกี่ยวเนื่องจะไม่ได้รับการคุ้มครอง แต่ไม่ส่งผลถึงโรคอื่นๆ และหากบริษัทประกันสืบค้นพบประวัติสุขภาพก่อนทำประกันระหว่างที่สัญญามีผลบังคับใช้อยู่ กรมธรรม์มีสิทธิ์จะถูกยกเลิก หรือหากมีการเคลมที่มีสถิติถี่และเกินความจำเป็น หรือสูงกว่าค่าความเสี่ยงของบริษัทประกัน บริษัทประกันมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาดังกล่าวได้เช่นกัน
2. ประกันสุขภาพจะมีข้อยกเว้นอยู่หลายข้อตามตัวอย่างดังกล่าว
3. มูลค่าบัญชีกรมธรรม์ ของประกันสุขภาพโดยส่วนใหญ่จะไม่มีมูลค่า ยกเว้นสัญญาบางตัวที่ในปัจจุบันสร้างอนุสัญญามาเป็นจุดเด่น เช่น กลุ่มสัญญาโรคร้ายแรงที่มีความคุ้มครองตลอดชีพ จะมีมูลค่าบัญชีของกรมธรรม์อยู่ เสมือนกับเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต
4 ระยะเวลาผ่อนผันชำระเบี้ยประกันภัย สามารถจ่ายผ่อนผันเป็นระยะเวลา 31 วัน นับแต่วันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย หากเลยกำหนดการจ่ายเบี้ยจะมีผลต่อความคุ้มครองทันทีเพราะจะต้องนำระยะเวลารอคอยของโรคต่างๆใหม่ทั้งหมด
5. การต่ออายุกรมธรรม์ หากพ้นระยะเวลาผ่อนผันจะหมดความคุ้มครองทันที แต่หากกรมธรรม์มีมูลค่าบัญชีเพียงพอจ่ายเบี้ยประกันเฉลี่ยเป็นรายเดือน ทางบริษัทประกันจะทำการกู้อัตโนมัติและคิดดอกเบี้ยตามแต่ละกรมธรรม์ ถ้าเป็นประกันสุขภาพแบบสัญญาเพิ่มเติมในกรมธรรม์ประกันชีวิต ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่กรมธรรม์ขาดอายุ สามารถยื่นเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ได้แต่พิจารณาความเสี่ยงของสุขภาพ ณ ขณะนั้น แต่ถ้าเป็นประกันสุขภาพเดี่ยวๆจะไม่สามารถต่อในกรมธรรม์เล่มเดิมได้
6. สิทธิการคิดค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา นำมาคิดลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี (ประกาศของสรรพากรให้ใช้ตั้งแต่การยื่นภาษีในปี 2563 เป็นต้นไป ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) การยื่นค่าลดหย่อนประกันสุขภาพมีลักษณะ 2 แบบ สัญญาประกันสุขภาพที่แนบกับประกันชีวิตต้องนำเบี้ยประกันชีวิตมาคิดเป็นหลักแล้วรวมประกันสุขภาพ (สูงสุดได้ 25,000) แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ส่วนประกันสุขภาพเดี่ยวๆนำมาคิดลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี ได้ทั้งก้อน
***สิ่งที่สำคัญ คือ ประกันสุขภาพบางตัวไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้นผู้ทำประกันต้องขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยเพื่อยื่นสิทธิกับสรรพากรจากบริษัทประกันทุกปี
การรับรู้ข้อมูลได้อย่างเข้าใจ มีผลต่อการเลือกประกันอย่างตรงตามที่เราต้องการ และจะทำให้เกิดความสบายใจทั้ง 3 ฝ่ายทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย และบริษัทประกัน