กองทุนรวม คือ การที่รวบรวมเงินจากนักลงทุน เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนนั้นๆ นำเงินของเราไปบริหารต่อและสร้างผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุน
ทำไมมือใหม่ควรเริ่มลงทุนในกองทุนรวมก่อน ?
วิธีการเลือกกองทุน เลือกแบบไหนดี?
เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับหลายๆคน เนื่องจากแต่ละคนมีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน และไม่มีวิธีไหนถูกหรือผิด ดังนั้นเราจึงสรุกวิธีการคิดง่ายๆมาฝากกันค่ะ
1. ตราสารทุน (Equity)
คือ ตราสารที่เหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัทนั้นๆ เป็นตราสารที่หากบริษัทที่ลงทุนผลประกอบการดี ผลตอบแทนของเราก็ดีด้วย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
ตราสารทุนแบบ Small-Mid Cap
ลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทไทยที่มูลค่าตามตลาดไม่เกิน 80,000 ล้านบาทในรอบปีบัญชี หรือเป็นหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง มีความผันผวนสูง แต่โอกาสได้ผลตอบแทนก็มากสุด
ตราสารทุนแบบ Large Cap
เหมือน Small-Mid Cap แต่เป็นหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ อยู่ในดัชนี SET50 เช่น PTT (ปตท.), CPALL (7-eleven) เป็นต้น
ตราสารทุนแบบ General
ลงทุนในกองทุนที่ลงทุนทั้งในบริษัทเล็ก กลาง ใหญ่ คละๆกันไป
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ ASEAN Equity
กองทุนที่ลงกองทุนกลุ่มประเทศ ASEAN
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ US Equity
กองทุนของประเทศอเมริกา เช่น บริษัท APPLE, Facebook, Amazon
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ Japan Equity
ลงทุนในบริษัทญี่ปุ่น เช่น Mizuho, Olympus
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ India Equity
ลงทุนในบริษัทอินเดีย
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ European Equity
ลงทุนในประเทศกลุ่มยุโรป
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ Greater China Equity
ลงทุนในกลุ่มประเทศจีน อย่าง จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ Global Equity
ลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก เช่น อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ Emerging Market Equity
ลงทุนในประเทศ Emerging Market หรือประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ Asia Pacific Equity
ลงทุนในประเทศในเอเชียแปซิฟิก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลี
ตราสารทุนต่างประเทศแบบ Vietnam Equity
ลงทุนในบริษัทประเทศเวียดนาม
2. ตราสารทุนต่างประเทศ (Sector)
ลงทุนเป็นประเภทของหุ้น เป็นการระบุอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง แต่ความเสี่ยงก็มากขึ้นเช่นกัน เหมาะสำหรับคนที่อยากลงทุนเป็น Theme
Health Care
ลงทุนในอุตสาหกรรม Health Care ด้านการดูแลสุขภาพเฉพาะ
Energy
ลงทุนในอุตสาหกรรมกลุ่มพลังงาน
Technology
ลงทุนในอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยี
3. ตราสารทุนประเภทกองทุนรวมดัชนี (Index Fund)
SET50
กองทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงดัชนี SET50 (หุ้นที่มีมูลค่ามากสุด 50 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ไทย)
S&P500
กองทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงดัชนี S&P500 (หุ้นที่มีมูลค่ามากสุด 500 ตัวแรกในตลาด S&P500 ประเทศอเมริกา)
Nasdaq
กองทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงดัชนี Nasdaq (หุ้นที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ส่วนมากเป็นกลุ่มเทคโนโลยี ประเทศอเมริกา
4. ตราสารหนี้ (Fixed Income)
คือการลงทุนที่เปรียบเสมือนเราเป็นเจ้าหนี้และปล่อยกู้ให้บริษัทที่ต้องการเงินทุนเหล่านี้ เมื่อถึงครบกำหนด ผู้กู้ก็ต้องชำระเงินคืนกลับมาตามที่ตกลงกันไว้ โดยปกติความเสี่ยงโดยรวมจะน้อยกว่าตราสารทุน และตราสารหนี้มีทั้งภาครัฐและเอกชน
ตราสารหนี้แบบ Short-term Government Bond
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี
ตราสารหนี้แบบ Mid-term Government Bond
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ภาครัฐระยะกลางประมาณ 1-3 ปี
ตราสารหนี้แบบ Short-term General Bond
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วไปของภาคเอกชน ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ภาครัฐ
ตราสารหนี้แบบ Mid-term General Bond
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หนี้ทั่วไปของภาคเอกชน ระยะกลางประมาณ 1-3 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ภาครัฐ
ตราสารหนี้แบบ Long Term General Bond
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หนี้ทั่วไปของภาคเอกชน มากกว่า 3 ปี ผลตอบแทนสูงกว่าตัวที่ผ่านมา เนื่องจากการถือระยะยาวมีความผันผวนมากกว่า ผลตอบแทนก็มากกว่าด้วย
ตราสารหนี้แบบ Money Market Government
ลงทุนในตลาดเงินหรือเงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้นทั่วไป ผลตอบแทนพอๆกับฝากประจำ
ตราสารหนี้แบบ Emerging Market Bond Fully F/X Hedge
ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินมากกว่า 90%
ตราสารหนี้แบบ Emerging Market Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedge
ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเพียงบางส่วน
ตราสารหนี้แบบ Global Bond Fully F/X Hedge
ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินมากกว่า 90%
ตราสารหนี้แบบ Global Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedge
ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเพียงบางส่วน
กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ – High Yield Bond
ลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็น Non-investment grade / Unrated คือกลุ่มบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง ๆ
5. กองทุนรวมผสม (Allocation)
กลุ่มนี้จะลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนผสมกัน
กองทุนรวมผสม แบบ Aggressive Allocation
ลงทุนในกองทุนตราสารทุน 0-100% ซึ่งความเสี่ยงก็จะมากหน่อย แต่โอกาสได้ผลตอบแทนสูงก็มากเช่นกัน
กองทุนรวมผสม แบบ Moderate Allocation
ลงทุนในกองทุนตราสารทุน 25-80%
กองทุนรวมผสม แบบ Conservative Allocation
ลงทุนในกองทุนตราสารทุน ไม่เกิน 25%
กองทุนรวมผสมต่างประเทศ (Foreign Investment Allocation)
คล้ายตัว Aggressive Allocation แต่ลงในตราสารทุนต่างประเทศได้ 0-100%
6. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REIT, Infra)
กลุ่มนี้จะลงทุนในหมวดอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า สนามบิน
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Thai Free Hold
ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ของไทย
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Thai Lease Hold
ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือใช้สิทธิในการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Thai Mixed Hold
ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และสิทธิในการใช้ประโยชน์
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Fund of Property fund – Thai
ลงในหุ้นกลุ่มอสังหาและก่อสร้าง เน้นลงทุนในประเทศ
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Fund of Property fund – Thai and foreign
ลงในหุ้นกลุ่มอสังหาและก่อสร้าง เน้นลงทุนต่างประเทศ 20—80%
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Fund of Property fund – Foreign
ลงในหุ้นกลุ่มอสังหาและก่อสร้าง เน้นลงทุนต่างประเทศ 80% ขึ้นไป
กองทุนรวมอสังหาฯ แบบ Fund of Property fund – Foreign
ลงในหุ้นกลุ่มอสังหาและก่อสร้าง เน้นลงทุนต่างประเทศ 80% ขึ้นไป
7. กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)
กลุ่มนี้จะลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน เงิน สินค้าเกษตร ซึ่งเหล่านี้จะมีความผันผวนสูง แต่ใช้กระจายความเสี่ยงได้
กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ แบบ Commodities Energy
ลงทุนในกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และถ่านหิน
กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ แบบ Commodities Precious Metal
ลงทุนในกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์เน้นโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน แพลตินัม
กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ แบบ Commodities Agriculture
ลงทุนในกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ด้านเกษตรกรรม เช่น ข้าว ยางพารา
ตราสารทุน
ตราสารหนี้
กองทุนผสม